Internet TV ก็คือทีวีที่สามารถเชื่อมต่อกับอินเทอร์เนตและสามารถใช้งานอินเทอร์เนตได้ (แบบเดียวกับที่เราใช้งานอินเทอร์เนตผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์หรือเครื่องโน๊ตบุ๊ค) และสามารถใช้ระบบสืบค้น ค้นหา รายการข่าว รายการเพลง รายการกีฬา ละคร ภาพยนต์ รูปภาพ ฯลฯ และแสดงผลผ่านทางหน้าจอแสดงผล
แนวความคิดเรื่อง Internet TV ก็เกิดมาจากพื้นฐานการรับชมข่าวสารในปัจจุบัน ที่คนส่วนใหญ่มักจะเปลี่ยนมารับชมข่าวสารผ่านทางสื่ออินเทอร์เนตมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องมาจากความรวดเร็วของการข่าวสาร และสามารถที่จะเลือกรับชมเฉพาะข่าวสารที่เราสนใจเท่านั้น
Internet TV หรือที่ตอนนี้รู้จักกันในชื่อของ Google TV เป็นแนวคิดที่ Google ร่วมมือกับผู้ผลิตทีวี ให้ผลิตทีวีที่สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เนตได้ และใช้ความสามารถของระบบค้นหาข้อมูล (ซึ่งเป็นเครื่องมือทำเงินอันทรงพลังของ Google) ค้นหารายการทีวีประเภทต่างๆ ที่มีอยู่อย่างมากมายจากผู้ให้บริการทางอินเทอร์เนต ซึ่งมีทั้งแบบเสียเงิน (Video on Demand) ทั้งแบบรายเดือน อย่างเช่น เว็บไซต์ Netflix (ซึ่งให้ทดลองชมฟรีในเดือนแรก) หรือแบบเป็นเรื่อง อย่างเช่น ภาพยนต์จากเว็บไซต์ Amazon หรือ เว็บไซต์ Youtube ซึ่งไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ เลย
จริงๆ แล้ว ก่อนหน้าที่ทาง Google จะเปิดตัว Internet TV ทางฝากฝั่งของบริษัท Apple ก็มีผลิตภัณฑ์ที่เรียกว่า Apple TV ซึ่งให้บริการแบบ Video on Demand ผ่านทาง Apple Store มาก่อน ซึ่งเราสามารถซื้อ และโหลดภาพยนต์มาเก็บไว้ในเครื่อง Apple TV ของเราไว้รับชมได้ แต่ก็ไม่ได้รับความนิยมแพร่หลายมากนัก แต่หลังจากที่ทาง Google เปิดตัว Google TV และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ทาง Apple จึงพัฒนา Apple TV ทั้งในเรื่องของการบริการให้มีความสามารถมากขึ้น และมีราคาถูกลงเพื่อให้สามารถสู้กับ Google TV ได้ ซึ่งผู้บริโภคอย่างเราคงจะรู้ผลแพ้ชนะกันในไม่ช้านี้
เราไปดูรายละเอียดความสามารถต่างๆ ของ Internet TV กันต่อครับ
สำหรับสองข้อสุดท้ายนี้ถือเป็นทางเลือกก็แล้วกัน โดยสามารถลงแอพลิเคชั่นบนโทรศัพท์สมาร์ทโฟนและใช้โทรศัพท์เครื่องนั้นเป็นรีโมทได้ หรือสามารถใช้โทรศัพท์สมาร์ทโฟนของคุณบันทึกสิ่งที่คุณพบเห็น ผ่านอินเทอร์เนตไปยัง Internet TV ของคุณที่บ้านได้ด้วย
ในขณะนี้รูปแบบของ Internet TV แบ่งออกได้เป็น 2 แบบ คือ แบบแรก มีลักษณะเป็นเครื่องทีวีที่สามารถต่ออินเทอร์เนตได้พร้อมรีโมทรูปร่างเหมือนคีย์บอร์ดเพื่อให้สามารถควบคุมการทำงานบนหน้าจอและเล่นอินเทอร์เนตไปพร้อมๆ กัน แบบที่สอง ลักษณะเป็นกล่องเครื่องเล่นที่สามารถต่ออินเทอร์เนตได้พร้อมรีโมทรูปร่างเหมือนคีย์บอร์ด ซึ่งแบบที่สองนี้ทำให้เราไม่จำเป็นต้องซื้อทีวีเครื่องใหม่ให้สิ้นเปลือง แต่สามารถใช้กล่องเครื่องเล่นนี้ เชื่อมต่อกับอินเทอร์เนตแล้วต่อสัญญาณไปยังทีวีอีกต่อหนึ่ง คล้ายเครื่องเล่นแผ่นดีวีดีหรือซีดีที่เราคุ้นเคยกัน
ตัวเครื่อง Internet TV ทั้ง 2 แบบสามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ที่ท่านมีอยู่แล้วได้อย่างปกติ ไม่ว่าจะเป็น จานดาวเทียม เคเบิลทีวี เครื่องเล่นดีวีดี ซีดี หรือ อินเทอร์เนต ซึ่งเชื่อว่าเกือบทุกๆ หลังคงมีสิ่งเหล่านี้พร้อมอยู่แล้วสำหรับการใช้งาน Internet TV
บริการน้องใหม่ล่าสุดอย่าง Google Drive เป็นบริการที่ถูกมาเเทน Google Docs เดิมหรือจะเรียกว่าเป็นการเสริมความสามารถของ Google Docs ที่สามารถเก็บไฟล์เอกสารอย่างเดียว ให้รองรับไฟล์หลายประเภทเเละสามารถใช้งานได้เหมือนกับเป็นเป็น “Harddrive” ลูกหนึ่ง
Google Drive นั้นยังคงมีความสามารถเหมือนกับ Google Docs เดิมคือสามารถเปิดอ่าน เเก้ไข เเละเเชร์ไฟล์เอกสารได้เหมือนเดิม เเละเพิ่มความสามารถในการอัพโหลดไฟล์ชนิดใดก็ได้ขึ้นไป โดยให้พื้นที่ทั้งหมด 5 GB จุดเด่นที่สุดของ Google Drive คือการรวมเข้ากับบริการต่างๆ ของ Google เช่นเราสามารถส่งลิงค์ไฟล์ของGoogle Drive เเทนที่จะต้องเเนบไฟล์ผ่านอีเมล์ หรือเเชร์รูปภาพผ่านบน Google+ ผ่าน Google Drive ได้โดยตรง รวมไปถึงระบบค้นหาไฟล์เเละย้อนเวลากลับไปดูกิจกรรมที่เราทำไว้ในวันก่อนว่ามีการเพิ่ม / ลดไฟล์อะไปบ้างเเละกู้คืนมาได้เหมือนกับ Dropbox เเละในบรรดาผู้ให้บริการทุกเจ้านั้น Microsoft มีราคาต่ำที่สุด ซึ่งในอนาคตนั้นไม่เเน่ว่าอาจจะมีความสามารถในการเเบคอัพค่าต่างๆ ของ Android ลงไปบน Google Driveก็ได้
Cloud หรือบางคนก็บอกว่า Cloud Computing มันคืออะไร ค้นในเน็ตเจอคำแปลต่างๆ มากมาย ส่วนใหญ่บอกว่า การประมวลผลบนก้อนเมฆ... ถ้าสำหรับแบบที่ผมคิดนะ ผมว่าก็คือระบบโปรแกรมคอมพิวเตอร์เรานี่แหละ แต่แทนที่จะต้องมาประมวลผล หรือทำงานแบบเดิมคือทำบน PC แบบที่เราเคยใช้ๆกันอยู่มันจะย้ายไปทำงานผ่านพวก WEB Browser บนโลกอินเตอร์เน็ต อาทิเช่น เดิม เราใช้ Microsoft Word, Excel, Power Point โดยเราต้องเปิด PC แล้วรอมัน Windows มันบู๊ต แล้วเราก็เลือกไอคอน โปรแกรม แล้วก็คลิ๊กเปิด แล้วก็ใช้งาน
แต่ถ้าเป็น Cloud Computing หรือ Cloud Service คือเราเข้าอินเตอร์เน็ตให้ได้ และเราก็จะใช้งานโปรแกรมอะไรก็ตามแต่ ผู้ให้บริการบนโลกอินเตอร์เน็ต เขาก็จะเตรียมไว้ให้เราแล้ว (แต่ถ้าเข้าอินเตอรเน็ตไม่ได้...ก็เกิดเรื่องกันละทีนี้) เอาให้ง่ายเข้าไปอีก ลองคิดถึงแต่ก่อนเราอาจจะต้องใช้ Outlook หรือ Lotus Note ในการทำงานเพื่อเปิดเครือ่งเพื่อรับเมล์ เดี๋ยวนี้เราจะเห็น มี Google, Hotmail หรือ Yahoo ให้เราสามารถเช็คเมล์ได้ โดยเฉพาะ Google พี่ท่านกะล็อกทุกอย่าง หรือครองโลกออนไลน์เลยก็ว่าได้ เดี๋ยวถ้าเรามี Domain แล้วไม่ต้องการมี Server หรือตั้งระบบ Mail Server เราสามารถไปเช่าใช้บริการผูกเมล์เราเข้ากับระบบ Gmail ของ Google ได้อีกต่างหาก
อีกหน่อย ในความคิดผมนะ เครื่อง PC หรือ Notebook ต่อไปเปิดมา อาจจะไม่ต้องเปิดผ่าน Windows เลยก็เป็นไปได้ คือเปิดขึ้นมากลายเป็น WEB OS เลย ก็คือแบบเปิดปุ๊บ เข้าอินเตอร์เน็ตทันที อยากใช้โปรแกรมอะไรก็แค่ เรียก หรือเปิดใช้บริการเอา อาจจะมีทั้งแบบฟรี หรือเสียเงินก็ว่ากันไป และแนวโน้มก็ค่อนข้างจะไปทางนั้นแหละผมว่า เพราะเดี๋ยวนี้เราเริ่มมีอุปกรณ์พวก tablet หรือ มือถือ ที่สามารถเชื่อมต่อเข้าระบบอินเตอร์เน็ตได้แบบทันทีที่เปิดเครื่อง และแนวโน้มของคนที่จะใช้ tablet นั้น ผมขอเดาว่าอีกไม่นาน 1-2 ปีนี้ จะมีปริมาณที่มากกว่า PC หรือ Notebook กว่าในอดีตมาก โดยเฉพาะอัตราการเติบโตของจำนวนผู้ใช้ที่จะโตไวมาก เพราะมันชัดแล้วว่า เทคโนโลยีจะไวขึ้นเรื่อยๆ ขนาดเล็กลงเรื่อยๆ และราคาก็จะถูกลงเรื่อยๆ ทำให้ สามารถเข้าถึงกลุ่มคนได้ทุกเพศ ทุกวัย
เอาง่ายๆอีกกรณีหนึ่ง พวกเราทุกคนส่วนใหญ่ ใช้งาน Facebook กัน...รู้ไหมครับว่า WEB Server ที่เราใช้งานมันตั้งอยู่ที่ไหน มี spec เป็นยังไง มี Hard Disk เท่าไหร่ เครือ่งใหญ่ไหม....ส่วนใหญ่ผมว่าไม่มีใครสนใจด้วยซ้ำ ขออย่างเดียวให้มันเข้าได้แล้วกัน ...และนั่นก็คือหนึ่งตัวอย่างของระบบ Cloud Computing เช่นกัน เออ...ว่าแล้วมีใครเคยเห็นหรืออยากรู้ไหมว่า Facebook Server เขาเป็นไรยังไงกันบ้าง เดี๋ยวหามาดูกัน
ยกตัวอย่างมีอีกหนึ่งกรณีของ Amazon ที่ได้วางโครงสร้างพื้นฐานการให้บริการ โดยมีการแบ่งพื้นที่ออกเป็น 7Regions คือ US East (Northern Virginia), US West (Oregon), US West, (Northern California), EU (ไอร์แลนด์), Asia Pacific (สิงคโปร์) และ Asia Pacific (โตเกียว) และในแต่ละ Region
และมีการแบ่งออกเป็น 3-4 Availability Zone ซึ่งจะเปรียบเสมือน Data Center ที่มีขนาดใหญ่มากและยังสามารถรองรับและกระจายความเสี่ยงต่างๆ ไปให้ทั่วทุกมุมโลกได้ใน กรณีอย่างเช่นถ้า Zone หรือ Region ใด Region หนึ่งที่เกิด down หรือทำงานไม่ได้ระบบจากอีก Region จะทำงานแทนขึ้นมาทันทีเลย (แต่...ความไม่แน่นอนก็คือ ความไม่แน่นอน อย่างที่ผมเคยได้อ่านข่าวมาว่า Cloud System ของ Amezon ล่มไปยังไม่ถึงวัน...ดังไปทั่วโลกเลย)