วันอาทิตย์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2557

ระบบ INTERNET TV

Internet TV คืออะไร? 


Internet TV ก็คือทีวีที่สามารถเชื่อมต่อกับอินเทอร์เนตและสามารถใช้งานอินเทอร์เนตได้ (แบบเดียวกับที่เราใช้งานอินเทอร์เนตผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์หรือเครื่องโน๊ตบุ๊ค) และสามารถใช้ระบบสืบค้น ค้นหา รายการข่าว รายการเพลง รายการกีฬา ละคร ภาพยนต์ รูปภาพ ฯลฯ และแสดงผลผ่านทางหน้าจอแสดงผล

แนวความคิดเรื่อง Internet TV ก็เกิดมาจากพื้นฐานการรับชมข่าวสารในปัจจุบัน ที่คนส่วนใหญ่มักจะเปลี่ยนมารับชมข่าวสารผ่านทางสื่ออินเทอร์เนตมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องมาจากความรวดเร็วของการข่าวสาร และสามารถที่จะเลือกรับชมเฉพาะข่าวสารที่เราสนใจเท่านั้น


Internet TV หรือที่ตอนนี้รู้จักกันในชื่อของ Google TV เป็นแนวคิดที่ Google ร่วมมือกับผู้ผลิตทีวี ให้ผลิตทีวีที่สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เนตได้ และใช้ความสามารถของระบบค้นหาข้อมูล (ซึ่งเป็นเครื่องมือทำเงินอันทรงพลังของ Google) ค้นหารายการทีวีประเภทต่างๆ ที่มีอยู่อย่างมากมายจากผู้ให้บริการทางอินเทอร์เนต ซึ่งมีทั้งแบบเสียเงิน (Video on Demand) ทั้งแบบรายเดือน อย่างเช่น เว็บไซต์ Netflix (ซึ่งให้ทดลองชมฟรีในเดือนแรก) หรือแบบเป็นเรื่อง อย่างเช่น ภาพยนต์จากเว็บไซต์ Amazon หรือ เว็บไซต์ Youtube ซึ่งไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ เลย


จริงๆ แล้ว ก่อนหน้าที่ทาง Google จะเปิดตัว Internet TV ทางฝากฝั่งของบริษัท Apple ก็มีผลิตภัณฑ์ที่เรียกว่า Apple TV ซึ่งให้บริการแบบ Video on Demand ผ่านทาง Apple Store มาก่อน ซึ่งเราสามารถซื้อ และโหลดภาพยนต์มาเก็บไว้ในเครื่อง Apple TV ของเราไว้รับชมได้ แต่ก็ไม่ได้รับความนิยมแพร่หลายมากนัก แต่หลังจากที่ทาง Google เปิดตัว Google TV และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ทาง Apple จึงพัฒนา Apple TV ทั้งในเรื่องของการบริการให้มีความสามารถมากขึ้น และมีราคาถูกลงเพื่อให้สามารถสู้กับ Google TV ได้ ซึ่งผู้บริโภคอย่างเราคงจะรู้ผลแพ้ชนะกันในไม่ช้านี้

เราไปดูรายละเอียดความสามารถต่างๆ ของ Internet TV กันต่อครับ


สามารถใช้งานอินเทอร์เนต ค้นหาและแสดงผลเว็บไซต์ต่างๆ ได้เหมือนกับการท่องอินเทอร์เนตจากคอมพิวเตอร์ทั่วไป




สามารถค้นหาและแสดง รายการข่าว รายการบันเทิง ภาพยนต์ ผ่านแชนแนลของผู้ให้บริการทางเว็บไซต์ หรือผ่านทางแอพลิเคชั่นของผู้ให้บริการ ซึ่งมีทั้งแบบเสียเงินและฟรี


สามารถสร้างเมนูจากรายการทีวีที่คุณชื่นชอบ หรือแชนแนลของผู้ให้บริการที่คุณสนใจเก็บเอาไว้เพื่อความสะดวกรวดเร็วในการใช้งาน



สามารถสลับการใช้งานอินเทอร์เนตกับการรับชมทีวีได้ตลอดเวลา หรือสามารถใช้งานทั้งสองอย่างไปพร้อมๆ กันก็ได้

สามารถบันทึกรายการทีวีที่คุณสนใจเอาไว้รับชมในภายหลังได้ สำหรับความสามารถในการบันทึกราการทีวีจำเป็นต้องมีการเสียค่าใช้จ่ายในการสมัครใช้งานอีกเล็กน้อย 


สำหรับสองข้อสุดท้ายนี้ถือเป็นทางเลือกก็แล้วกัน โดยสามารถลงแอพลิเคชั่นบนโทรศัพท์สมาร์ทโฟนและใช้โทรศัพท์เครื่องนั้นเป็นรีโมทได้ หรือสามารถใช้โทรศัพท์สมาร์ทโฟนของคุณบันทึกสิ่งที่คุณพบเห็น ผ่านอินเทอร์เนตไปยัง Internet TV ของคุณที่บ้านได้ด้วย



ในขณะนี้รูปแบบของ Internet TV แบ่งออกได้เป็น 2 แบบ คือ แบบแรก มีลักษณะเป็นเครื่องทีวีที่สามารถต่ออินเทอร์เนตได้พร้อมรีโมทรูปร่างเหมือนคีย์บอร์ดเพื่อให้สามารถควบคุมการทำงานบนหน้าจอและเล่นอินเทอร์เนตไปพร้อมๆ กัน แบบที่สอง ลักษณะเป็นกล่องเครื่องเล่นที่สามารถต่ออินเทอร์เนตได้พร้อมรีโมทรูปร่างเหมือนคีย์บอร์ด ซึ่งแบบที่สองนี้ทำให้เราไม่จำเป็นต้องซื้อทีวีเครื่องใหม่ให้สิ้นเปลือง แต่สามารถใช้กล่องเครื่องเล่นนี้ เชื่อมต่อกับอินเทอร์เนตแล้วต่อสัญญาณไปยังทีวีอีกต่อหนึ่ง คล้ายเครื่องเล่นแผ่นดีวีดีหรือซีดีที่เราคุ้นเคยกัน


ตัวเครื่อง Internet TV ทั้ง 2 แบบสามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ที่ท่านมีอยู่แล้วได้อย่างปกติ ไม่ว่าจะเป็น จานดาวเทียม เคเบิลทีวี เครื่องเล่นดีวีดี ซีดี หรือ อินเทอร์เนต ซึ่งเชื่อว่าเกือบทุกๆ หลังคงมีสิ่งเหล่านี้พร้อมอยู่แล้วสำหรับการใช้งาน Internet TV 

วันอาทิตย์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2557

เทคโนโลยี Cloud Storage

Cloud Storage เก็บข้อมูลแบบก้อนเมฆ

Cloud Storage คืออะไร ?


       สำหรับผู้ที่ไม่เคยใช้งาน Dropbox มาก่อน Cloud Storage นั้นสามารถเปรียบเสมือนกับที่ฝากไฟล์บนอินเตอร์เน็ตนั่นเอง เเต่มีความเเตกต่างตรงที่ว่าเว็บฝากไฟล์นั้นไม่มีการจับระเบียบไฟล์เป็นหมวดหมู่ที่ดีนัก เเละมีการจำกัดหรือเงื่อนไขในการฝากไฟล์ค่อนข้างมาก รวมไปถึงความยากในการใช้งานที่ต้องเข้าผ่านเว็บไซต์เพียงอย่างเดียว เเละมีลักษณะที่คงที่ คือไฟล์ไม่สามารถเปลี่ยนเเปลงข้อมูลใดๆ ได้ (ลองนึกถึงไฟล์เอกสาร) ถ้าเราอัพเดทข้อมูลเเล้ว เราต้องทำการอัพไฟล์ใหม่อีกรอบซึ่งต้องเสียเวลาอัพเดทด้วยตัวเองอีกครั้งหนึ่ง
หัวใจของ Cloud Storage คือการ ซิงค์” ข้อมูลที่เราต้องการ (หรือทั้งหมด) เเละสนับสนุนบนอุปกรณ์หลายชนิดเพื่อความคล่องตัวในการใช้งาน เนื่องจากปัจจุบันนี้เราไม่ได้ใช้งานอยู่บน PC เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป ยังมีทั้งสมาร์ทโฟนเเละเเท็บเล็ตที่มีความสามารถสูงพอที่จะทำงานทดเเทน PC บางอย่างได้ เช่น เเก้ไขไฟล์เอกสารเล็กๆ น้อยๆ หรืออ่าน PDF ดังนั้นลองคิดดูว่าเวลาเรียกใช้ข้อมูลสมัยก่อนนั้นเราต้องทำการก็อปปี้ข้อมูลที่ตรงการลงบนอุปกรณ์เเต่ละชนิด ซึ่งถ้ามีการเปลี่ยนเเปลงหรืออัพเดทเราต้องทำการก็อปปี้ไฟล์ใหม่ด้วยตัวเอง ซึ่งมีความยุ่งยากเเละน่าเบื่อ เเต่ถ้าเราใช้งานบน Cloud Storage นั้นเมื่อเราเเก้ไขไฟล์ที่อุปกรณ์เครื่องใดเครื่องหนึ่งเเล้ว ก็จะทำการอัพเดทไฟล์ดังกล่าวไปยัง Cloud Storage โดยอัตโนมัติเพื่อให้อุปกรณ์อื่นๆ ของเราได้รับไฟล์เวอร์ชันล่าสุดเช่นเดียวกัน




เเนะนำความสามารถ Cloud Storage ของเเต่ละเจ้า


 Dropbox


              Dropbox นั้นถือเป็นผู้นำในตลาดของ Cloud Storage มานาน (ก่อนหน้านี้มี SkyDrive หรือเว็บอื่นๆ ที่มีลักษณะเหมือนการฝากไฟล์อย่างเดียวมากกว่า) โดย Dropbox นั้นถือว่าเป็นบริการที่มีลูกเล่นค่อนข้างมากเเละสนับสนุนเเพลตฟอร์มยอดนิยมไม่ว่าจะเป็น Windows, OSX, Linux, Android, iOS หรือสามารถใช้งานผ่าน Website ได้อย่างสมบูรณ์เเละมีอินเตอร์เฟซที่ใช้งานได้ง่าน เช่น ลากไฟล์จาก Desktop ผ่านเบราว์เซอร์ก็สามารถอัพโหลดข้อมูลได้เเล้ว ใขขณะที่ผู้ให้บริการบางรายยังต้องใช้ผ่านเมนูอัพโหลดอยู่
      ความสามารถของ Dropbox นั้นถึงเเม้จะเป็นฟีเจอร์ต่างๆ ที่เรียบง่าย เเต่พบว่าสามารถใช้งานได้จริงเเละสะดวกในการใช้งาน เช่น Dropbox บนมือถือนั้นจะมีความสามารถรูปถ่ายบนมือถือขึ้น Dropbox โดยอัตโนมัติ ทำให้เราไม่ต้องเสียเวลานำรูปออกจากโทรศัพท์มือถือด้วยตัวเอง หรือจะเป็นฟีเจอร์อย่างการสร้างลิงค์ในไฟล์หรือโฟลเดอร์ที่กำหนดโดยเฉพาะ เพื่อให้คนสามารถมาดาวโหลดไฟล์ที่เรากำหนดไว้ได้ โดยจะไม่สามารถเห็นไฟล์อื่นๆ ของเรา ส่วนความสามารถพื้นฐานอย่างการเเชร์โฟลเดอร์ การดูรายละเอียดของDropbox ว่ามีการเพิ่มหรือลดไฟล์อะไรไปบ้าง ซึ่งรวมไปถึงการย้อนกลับเมื่อเราลบไฟล์นั้นไปโดยไม่ได้ตั้งใจ ทำให้ Dropbox นั้นเป็น Cloud Storage ที่มีฟีเจอร์โดดเด่นเเละใช้งานง่ายที่สุดเจ้าหนึ่งในตอนนี้

      ข้อเสียของ Dropbox นั้นคือให้พื้นที่เริ่มต้นมาน้อยที่สุดคือ 2 GB เเต่ว่ามีกิจกรรมที่สามารถเพิ่มพื้นที่ข้อมูลค่อนข้างมาก ซึ่งต้องติดตามข่าวสักนิดหนึ่ง เช่น ใช้ Camera Upload จะสามารถเพิ่มพื้นที่ให้มากสุดถึง 3GBหรือสามารถเเนะนำให้คนอื่นใช้งานจากเเอคเคาท์เราจะได้เพิ่ม 500 MB ต่อคนซึ่งทำได้สูงสุดถึง 16GB ทีเดียว ถ้าทำตามเงื่อนไขทั้งหมดเเล้วจะได้พื้นที่ประมาณ 20 GB ขึ้นไป เเต่ถ้าใครต้องการซื้อพื้นที่เพิ่มนั้นก็สามารถทำได้ เเต่ราคาพื้นที่เพิ่มของ Dropbox นั้นเเพงที่สุดทั้งหมดของผู้ให้บริการ Cloud Storage ด้วยกัน

iCloud


        สำหรับ iCloud ก็สามารถถือว่าเป็น Cloud Storage ชนิดหนึ่งได้ เเต่สำหรับ iCloud นั้นหน้าที่หลักเหมือนกับการซิงค์ข้อมูลค่าการตั้งค่าของเเต่ละเเอพมากกว่าการซิงค์ไฟล์ เพราะว่า “ข้อมูล” ที่สามารถซิงค์ผ่าน iCloud ได้มีจำกัด เช่น Email, Contacts, Calendar, Reminders, Bookmarks, Documents, Notes เเละอื่นๆ รวมไปถึงสามารถเเบคอัพการตั้งค่าของ iOS เอาไว้ได้ ทำให้เหมือนกับ OSX หรือ iOS นั้นจะเเบคอัพไฟล์หรือข้อมูลของเราเอาไว้มากกว่าเป็นไฟล์อย่าง Dropbox หรือผู้ให้บริการอื่นๆ ทำให้เวลาการ restore ระบบเมื่อซื้อเครื่องใหม่มาใช้นั้นทำได้สะดวก หรือเรียกดูไฟล์เอกสาร ปฏิทินนัดหมายนั้นเหมือนกันบนทุกอุปกรณ์ซึ่งยังไม่มีผู้ให้บริการ Cloud Storage รายได้ทำได้ เนื่องจากไม่ได้ระบบปฏิบัติการเป็นของตัวเอง (ไม่เเน่ว่า Microsoft อาจจะนำไปทำด้วยภายหลัง) จะเห็นว่าจุดประสงค์ของ iCloud นั้นทำมาเพื่อการซิงค์ข้อมูลที่ไม่ใช่ไฟล์มากกว่า ซึ่งเเตกต่างกับ Dropbox, SkyDrive เเละ Google Drive อย่างชัดเจน
ดังนั้นในเรื่องของการเเชร์ไฟล์ iCloud ยังไม่ใช่คำตอบ รวมไปถึงสนับสนุนเฉพาะระบบปฏิบัติการของ Apple อย่าง OSX เเละ iOS ไม่สามารถข้ามไปยังเเพลตฟอร์มอื่นๆ ได้ สำหรับการซื้อพื้นที่เพิ่มนั้นมีราคาถูกกว่า Dropbox เเต่ก็เเพงกว่าเจ้าอื่นๆ อย่าง Sky Drive เเละ Google Drive
SkyDrive


                 Microsoft นั้นได้เปิดบริการ SkyDrive มานานเเล้วเเต่มีลักษณะเหมือนกับที่เก็บข้อมูลส่วนตัวมากกว่าการเเชร์ไฟล์ ซึ่งเป็นลักษณะของเว็บฝากไฟล์ในสมัยนั้นก่อนที่จะปรับปรุงมาเมื่อไม่นานมานี้ โดย SkyDriveเวอร์ชันปรับปรุงใหม่เมื่อสมัครจะมีพื้นที่ให้ 7GB ซึ่งมากที่สุดในบรรดาของผู้ให้บริการด้วยกัน นอกจากนี้ผู้ที่ใช้งาน SkyDrive มาก่อนหน้าจะสามารถอัพเกรดเป็น 25GB ได้เหมือนกับ SkyDrive ในสมัยก่อนหน้า ซึ่งเป็นจุดที่ดีที่สุดของ SkyDrive เหนือคู่เเข่งเจ้าอื่นมากทีเดียว
      นอกจากนี้เเล้ว SkyDrive ยังรวมความสามารถในการสร้าง อ่านเเละเเชร์ไฟล์เอกสารจาก Office 365 หรือOffice บนเว็บไซต์ด้วยคือ Word, Excel เเละ PowerPoint โดยการเเชร์ไฟล์นั้น SkyDrive จะเน้นส่งลิงค์ไปทาง Email ซึ่งต่างจาก Dropbox ที่สามารถก็อปปี้ลิงค์ไปวางได้โดยตรง เเละมีการเพิ่ม Client บน Windows, OSX, iOS, Windows Phone เพื่อให้สามารถเข้าถึงไฟล์หรือซิงค์ไฟล์ได้โดยไม่จำเป็นต้องเข้าผ่านทางเว็บไซต์อย่างเดียว
 Google Drive

               บริการน้องใหม่ล่าสุดอย่าง Google Drive เป็นบริการที่ถูกมาเเทน Google Docs เดิมหรือจะเรียกว่าเป็นการเสริมความสามารถของ Google Docs ที่สามารถเก็บไฟล์เอกสารอย่างเดียว ให้รองรับไฟล์หลายประเภทเเละสามารถใช้งานได้เหมือนกับเป็นเป็น “Harddrive” ลูกหนึ่ง
      Google Drive นั้นยังคงมีความสามารถเหมือนกับ Google Docs เดิมคือสามารถเปิดอ่าน เเก้ไข เเละเเชร์ไฟล์เอกสารได้เหมือนเดิม เเละเพิ่มความสามารถในการอัพโหลดไฟล์ชนิดใดก็ได้ขึ้นไป โดยให้พื้นที่ทั้งหมด 5 GB จุดเด่นที่สุดของ Google Drive คือการรวมเข้ากับบริการต่างๆ ของ Google เช่นเราสามารถส่งลิงค์ไฟล์ของGoogle Drive เเทนที่จะต้องเเนบไฟล์ผ่านอีเมล์ หรือเเชร์รูปภาพผ่านบน Google+ ผ่าน Google Drive ได้โดยตรง รวมไปถึงระบบค้นหาไฟล์เเละย้อนเวลากลับไปดูกิจกรรมที่เราทำไว้ในวันก่อนว่ามีการเพิ่ม / ลดไฟล์อะไปบ้างเเละกู้คืนมาได้เหมือนกับ Dropbox เเละในบรรดาผู้ให้บริการทุกเจ้านั้น Microsoft มีราคาต่ำที่สุด ซึ่งในอนาคตนั้นไม่เเน่ว่าอาจจะมีความสามารถในการเเบคอัพค่าต่างๆ ของ Android ลงไปบน Google Driveก็ได้

ยกตัวอย่างโปรแกรมที่ใช้กับ Cloud Storage



                                        

 มารู้จัก Dropbox กันเถอะ !! 

                                              


          Dropbox เป็นบริการให้พื้นที่แบบออนไลน์ และมีความสามารถใช้ในการแบ่งปันไฟล์ ซึ่งเป็นคุณสมบัติหลักๆ ของ Dropbox โดย Dropbox นี้จะเหมาะกับผู้ที่ต้องใช้งานเครื่องคอมหลายๆ เครื่อง แต่ต่างสถานที่ และต่างระบบปฏิบัติการ โดยใช้ internet ในการรับฝากไฟล์บนพื้นที่ออนไลน์ เสมอเหมือนว่าเรามี flashdrive onlineสามารถเรียกใช้งานได้ทุกที่ทุกเวลา


Dropbox ให้บริการอะไรบ้าง? 

อย่างแรกเลย เป็นพื้นที่สาหรับ Drop files โดยให้เราใช้ฟรีๆเลย 2 gb และเพื่อให้เข้าใจง่ายๆเลยว่า Dropbox นั้นก็คือ flashdrive online ของเราดี ๆ นี่เอง เราจะใส่ files อะไรก็ได้ จะเก็บยังไงก็ได้ ขอเพียงเรามี internet เราก็สามารถเข้าถึง ข้อมูลที่เราเก็บไว้ได้และสามารถส่งต่อให้ "ใครบางคน" หรือ "ทุกคน" โดยเลือกให้เขา เข้าถึงเฉพาะ files ที่เราต้องการได้ด้วย ซึ่งการที่เรามี Dropbox แบบนี้ จะสะดวกมากในกรณีทางานกันหลายคน

Dropbox ดีอย่างไร?


Dropbox มีข้อดีต่างๆ มากมาย ที่ช่วยให้ชีวิตประจำวัน หรือการทำงานของคุณสะดวกยิ่งขึ้น ดังนี้

ทำให้ตรงกัน (Synchronize)

Dropbox จะทำไฟล์ใน Folder Dropbox ให้ ตรงกันเสมอ’ (Synchronize) โดยมีพื้นที่ฟรีให้มากถึง 2GB และใช้ได้ทั้งบน Windows, Mac, Linux, มือถือ และ Web-based. ไม่ว่าไฟล์ๆ นั้น จะถูกแก้ไขเพิ่มเติมเมื่อใด Dropbox จะรู้และ Update ให้กับเครื่องอื่นๆ อัตโนมัติทันที

แบ่งปันไฟล์ (File Sharing)


แชร์โฟลเดอร์ต่างๆ ให้กับคนอื่นๆ เพื่อให้ ทำงานร่วมกันได้’ (Collaboration) นอกจากนี้ ยังสร้าง Public Link ให้ผู้ใช้คนอื่นๆ สามารถเข้าถึงได้อย่างง่ายดาย

การใช้งานบนโทรศัพท์มือถือ ไม่ว่าจะเป็น android ios หรือ tablet 



เข้าผ่านเว็บไซต์ (


ไฟล์อีกชุดนึง จะเก็บไว้บน Internet เพื่อให้คุณเข้าถึงไฟล์ได้ทุกสถานที่ ที่ Internet สามารถเชื่อมต่อได้ และมีความปลอดภัยสูง

Dropbox ไว้ใช้ทำอะไร

เป็นบริการฝากไฟล์แบบออนไลน์ โดยที่ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงข้อมูลได้จากทุกๆที่ ที่มีการเชื่อต่ออินเทอร์เน็ต ไฟล์ทั้งหมดของผู้ใช้จะถูกเก็บไว้บน Server Dropbox และเราสามารถเชื่อมต่อกับไฟล์ต่างๆ บน Server ด้วยโปรแกรมหรือแอพพลิเคชั่นที่ชื่อว่า Dropbox ซึ่งมีทั้งในรูปแบบของ windows, MAC, Linux, Apple iOsAndroid Os,Blackberry Os ทั้งยังสามารถเข้าผ่าน Browser Website ได้โดยที่ไม่ต้องผ่านแอพพลิเคชั่นอีกด้วย
อัตราการค่าใช้จ่ายนั้นมีดังนี้ ขนาดเนื้อที่ 2GB Basic Free อันนี้เหมาะสำหรับคนที่ยังไม่อยากเสียตังค์  
และหากใครที่ไม่พอใจก็สามารถจ่ายเงินเพื่ออัพเกรดกันได้









อ้างอิง       http://escsequencer.wordpress.com/2012/04/29
                 http://www.plan.doae.go.th/project/narrowcorner/userfiles/Dropbox.pdf
                 www.malangtub.com/2012/04/05/dropbox-วิธีการใช้งานขั้นเทพ/
Youtube    http://www.youtube.com/watch?v=CjN-g-6D-4M

วันอาทิตย์ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2557

ระบบ cloud computing

ระบบ cloud computing

Cloud หรือบางคนก็บอกว่า Cloud Computing มันคืออะไร ค้นในเน็ตเจอคำแปลต่างๆ มากมาย ส่วนใหญ่บอกว่า การประมวลผลบนก้อนเมฆ... ถ้าสำหรับแบบที่ผมคิดนะ ผมว่าก็คือระบบโปรแกรมคอมพิวเตอร์เรานี่แหละ แต่แทนที่จะต้องมาประมวลผล หรือทำงานแบบเดิมคือทำบน PC แบบที่เราเคยใช้ๆกันอยู่มันจะย้ายไปทำงานผ่านพวก WEB Browser บนโลกอินเตอร์เน็ต อาทิเช่น เดิม เราใช้ Microsoft Word, Excel, Power Point โดยเราต้องเปิด PC แล้วรอมัน Windows มันบู๊ต แล้วเราก็เลือกไอคอน โปรแกรม แล้วก็คลิ๊กเปิด แล้วก็ใช้งาน
Cloud Computing
แต่ถ้าเป็น Cloud Computing หรือ Cloud Service คือเราเข้าอินเตอร์เน็ตให้ได้ และเราก็จะใช้งานโปรแกรมอะไรก็ตามแต่ ผู้ให้บริการบนโลกอินเตอร์เน็ต เขาก็จะเตรียมไว้ให้เราแล้ว (แต่ถ้าเข้าอินเตอรเน็ตไม่ได้...ก็เกิดเรื่องกันละทีนี้) เอาให้ง่ายเข้าไปอีก ลองคิดถึงแต่ก่อนเราอาจจะต้องใช้ Outlook หรือ Lotus Note ในการทำงานเพื่อเปิดเครือ่งเพื่อรับเมล์ เดี๋ยวนี้เราจะเห็น มี Google, Hotmail หรือ Yahoo ให้เราสามารถเช็คเมล์ได้ โดยเฉพาะ Google พี่ท่านกะล็อกทุกอย่าง หรือครองโลกออนไลน์เลยก็ว่าได้ เดี๋ยวถ้าเรามี Domain แล้วไม่ต้องการมี Server หรือตั้งระบบ Mail Server เราสามารถไปเช่าใช้บริการผูกเมล์เราเข้ากับระบบ Gmail ของ Google ได้อีกต่างหาก
Cloud Computing
อีกหน่อย ในความคิดผมนะ เครื่อง PC หรือ Notebook ต่อไปเปิดมา อาจจะไม่ต้องเปิดผ่าน Windows เลยก็เป็นไปได้ คือเปิดขึ้นมากลายเป็น WEB OS เลย ก็คือแบบเปิดปุ๊บ เข้าอินเตอร์เน็ตทันที อยากใช้โปรแกรมอะไรก็แค่ เรียก หรือเปิดใช้บริการเอา อาจจะมีทั้งแบบฟรี หรือเสียเงินก็ว่ากันไป และแนวโน้มก็ค่อนข้างจะไปทางนั้นแหละผมว่า เพราะเดี๋ยวนี้เราเริ่มมีอุปกรณ์พวก tablet หรือ มือถือ ที่สามารถเชื่อมต่อเข้าระบบอินเตอร์เน็ตได้แบบทันทีที่เปิดเครื่อง และแนวโน้มของคนที่จะใช้ tablet นั้น ผมขอเดาว่าอีกไม่นาน 1-2 ปีนี้ จะมีปริมาณที่มากกว่า PC หรือ Notebook กว่าในอดีตมาก โดยเฉพาะอัตราการเติบโตของจำนวนผู้ใช้ที่จะโตไวมาก เพราะมันชัดแล้วว่า เทคโนโลยีจะไวขึ้นเรื่อยๆ ขนาดเล็กลงเรื่อยๆ และราคาก็จะถูกลงเรื่อยๆ ทำให้ สามารถเข้าถึงกลุ่มคนได้ทุกเพศ ทุกวัย
อันนี้ก็คือวีดีโอที่พอดีไปค้นเจอมา โดยรายงานพิเศษจากรายการแบไต๋ไฮเทคที่สามารถจะอธิบายเรื่องของคำศัพท์แห่งยุค Cloud Computing ให้เข้าใจได้ง่ายๆ ยกตัวอย่างชัดเจน ใครที่สนใจเทคโนโลยี server สมัยใหม่ต้องดู อธิบายแบบไทยๆ ให้ดูเข้าใจง่าย (ขอบคุณ วีดีโอจากรายการ แบไต๋ไฮเทค ด้วยนะครับ)
หรือจะดูแบบ version ของฝรั่งเขา ก็นี่เลย ของ salesfoce.com ที่เขาทำไว้
อ่ะกลับมาต่อ สำหรับตัวผมเอาแบบนี้ดีกว่า หลายๆคนอาจจะเคยได้เจอหรือเคยได้ยินหรือแอบเข้าใจไปแล้วนิดๆ ก็ได้ ผมจะอธิบายแบบที่ผมเข้าใจแหละกัน Cloud Computing โดยหลักการใช้งานของ Cloud นั้นคือ ผู้ที่จะใช้ไม่ต้องสนใจเลยว่าระบบที่ตัวเองใช้จะมีโครงสร้างหรือ Hardware / Software อะไรยังไง ผู้ใช้เพียงแต่ระบุความต้องการหรือ Requirement ของตัวเอง จากนั้นระบบก็จะให้บริการหรือ Services ด้านต่างๆ ตามที่ระบบมีอยู่หรือตามที่ผู้ใช้ร้องขอ และจะมีส่วนประกอบหลักๆ ที่ต้องพูดถึงอยู่ 3 อย่างคือ บริการของมัน ความต้องการของเรา และทรัพยากรต่างๆ ที่ต้องใช้หรือมีอยู่...

เอาง่ายๆอีกกรณีหนึ่ง พวกเราทุกคนส่วนใหญ่ ใช้งาน Facebook กัน...รู้ไหมครับว่า WEB Server ที่เราใช้งานมันตั้งอยู่ที่ไหน มี spec เป็นยังไง มี Hard Disk เท่าไหร่ เครือ่งใหญ่ไหม....ส่วนใหญ่ผมว่าไม่มีใครสนใจด้วยซ้ำ ขออย่างเดียวให้มันเข้าได้แล้วกัน ...และนั่นก็คือหนึ่งตัวอย่างของระบบ Cloud Computing เช่นกัน เออ...ว่าแล้วมีใครเคยเห็นหรืออยากรู้ไหมว่า Facebook Server เขาเป็นไรยังไงกันบ้าง เดี๋ยวหามาดูกัน
ยกตัวอย่างมีอีกหนึ่งกรณีของ Amazon ที่ได้วางโครงสร้างพื้นฐานการให้บริการ โดยมีการแบ่งพื้นที่ออกเป็น 7Regions คือ US East (Northern Virginia), US West (Oregon), US West, (Northern California), EU (ไอร์แลนด์), Asia Pacific (สิงคโปร์) และ Asia Pacific (โตเกียว) และในแต่ละ Region
Cloud Computing
และมีการแบ่งออกเป็น 3-4 Availability Zone ซึ่งจะเปรียบเสมือน Data Center ที่มีขนาดใหญ่มากและยังสามารถรองรับและกระจายความเสี่ยงต่างๆ ไปให้ทั่วทุกมุมโลกได้ใน กรณีอย่างเช่นถ้า Zone หรือ Region ใด Region หนึ่งที่เกิด down หรือทำงานไม่ได้ระบบจากอีก Region จะทำงานแทนขึ้นมาทันทีเลย (แต่...ความไม่แน่นอนก็คือ ความไม่แน่นอน อย่างที่ผมเคยได้อ่านข่าวมาว่า Cloud System ของ Amezon ล่มไปยังไม่ถึงวัน...ดังไปทั่วโลกเลย)

ตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จ               ตัวอย่างส่วนหนึ่งของระบบหรือบริษัทที่กำลังใช้ Cloud Computing ได้แก่ ระบบ Timesmachine ของNew York Times ที่ใช้บริการของ Amazon EC2 ในการสังเคราะห์ข่าวและจัดเก็บข่าวตั้งแต่ ค.ศ.1851 ทั้งนี้การรวบรวมข่าวจำเป็นต้องมีการแปลงข้อมูลของข่าว และเนื่องจากข่าวมีจำนวนมหาศาลจึงต้องใช้พลังในการประมวลผลเพิ่มมากขึ้นตาม ไปด้วย และจำเป็นต้องใช้พื้นที่จัดเก็บข้อมูลขนาดใหญ่สำหรับบันทึกข่าวเหล่านี้ [อ้างอิง]         การเขียนโปรแกรมเพื่อการประมวลผลบน Cloud Computing สามารถทำได้หลายวิธี แต่วิธีที่ถือได้ว่ากำลังนิยมมากในขณะนี้คือการใช้เครื่องมือที่ชื่อ Hadoop (เมื่อมีโอกาสผมจะกลับมากล่าวถึง Hadoop อีกครั้งในบทความหน้า) ตัวอย่างเช่น New York Times ก็เลือกใช้ Hadoop สำหรับเขียนโปรแกรมเพื่อแปลงข้อมูลของข่าวบนคอมพิวเตอร์(เสมือน)ที่เช่ากับ Amazonไว้หลายร้อยเครื่อง โดยใช้เวลาในการประมวลผลทั้งหมดน้อยกว่า 36 ชั่วโมง         ตัวอย่างต่อไปคือเว็บ A9 ผู้ ให้บริการ search engine อันเป็นเครือข่ายของ Amazon ใช้ Hadoop เพื่อช่วยในการค้นหาข้อมูลที่รวบรวมไว้บนกลุ่มของคอมพิวเตอร์ที่เพิ่มและลด จำนวนได้          เว็บยอดนิยมอย่าง Facebook ก็เลือกใช้ Amazon EC2 สำหรับการขยายความสามารถของระบบให้รองรับจำนวนผู้ใช้จำนวนมากที่เข้ามาใช้ Facebook Apps(application ที่บริการบน Facebook)พร้อมๆกัน [อ้างอิง] สำหรับตัวอย่างอื่นๆที่ใช้งาน Amazon EC2 ท่านสามารถติดตามได้ที่เว็บของ Amazon [อ้างอิง] อย่างไรก็ดี ตัวอย่างที่แสดงบนเว็บท่านจะเห็นว่ายังมีไม่มาก แต่ในความเป็นจริงมีผู้ใช้บริการจาก Amazon EC2 จำนวนมาก เพียงแต่เขาไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลว่าเขาเอา Amazon EC2 ไปใช้ในงานใดบ้างตัวอย่างของทางฝั่ง Google ได้แก่ Google Apps ที่ได้ร่วมมือกับ Salesforce.com ตามที่ผมได้อ้างอิงไว้แล้วก่อนหน้านี้Gogrid (http://www.gogrid.com/) เป็นผู้ให้บริการ Cloud Computing อีกเจ้าหนึ่ง ที่ถือว่าเป็นคู่แข่งคนสำคัญของ Amazon EC2 ก็ได้จัดเตรียมเครื่องมือสำหรับสร้างคอมพิวเตอร์เสมือนตามแต่ลลูกค้าต้องการ ได้ผ่านหน้าเว็บของ Gogrid ได้เลย และยังสนับสนุนระบบปฏิบ้ติการหลายยี่ห้อทั้ง Linux และ Windows ต่างจากทาง Amazon EC2 ที่ยังบริการแค่คอมพิวเตอร์เสมือนที่เป็น Linux อยู่
 (หมายเหตุเหตุที่ Cloud Computing เลือกใช้ Virtual Machine หรือคอมพิวเตอร์เสมือนจะถูกอ้างอิงไว้ในบทความต่อไป)


แหล่งที่มาจาก

วันอาทิตย์ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2557

วิธีการสืบค้นข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต

      Search Engine จะมีหน้าที่รวบรวมรายชื่อเว็บไซต์ต่างๆ เอาไว้ โดยจัดแยกเป็นหมวดหมู่ ผู้ใช้งานเพียงแต่ทราบหัวข้อที่ต้องการค้นหาแล้วป้อน คำหรือข้อความของหัวข้อนั้นๆ ลงไปในช่องที่กำหนด คลิกปุ่มค้นหา เท่านั้น ข้อมูลอย่างย่อ ๆ และรายชื่อเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องจะปรากฏให้เราเข้าไปศึกษาเพิ่มเติมได้ทันที Search Engine แต่ละแห่งมีวิธีการและการจัดเก็บฐานข้อมูลที่แตกต่างกันไปตามประเภทของ Search Engine ที่แต่ละเว็บไซต์นำมาใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ดังนั้นการที่จะเข้าไปหาข้อโดยวิธีการ Search นั้น อย่างน้อยเราจะต้องทราบว่า เว็บไซต์ที่จะเข้าไปใช้บริการ ใช้วิธีการหรือ ประเภทของ Search Engine อะไร เนื่องจากแต่ละประเภทมีความละเอียดในการจัดเก็บข้อมูลต่างกันไปการสืบค้นข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต  ด้วยการใช้ Search Engine 

                                                           

                                   ตัวอย่างเว็บไซต์ที่ให้บริการ  Search Engine







 1.  การสืบค้นแบบใช้คีย์เวิร์ด ใช้ในกรณีที่ต้องการค้นข้อมูลโดยใช้คำที่มีความหมายตรงกับความต้องการ โดยมากจะนิยมใช้คำที่มีความหมายใกล้เคียงกับเนื้อเรื่องที่จะสืบค้นข้อมูล มีวิธีการค้นหาได้ดังนี้
          1.1 เปิดเว็บเพจ ที่ให้บริการในการสืบค้นข้อมูล  ตัวอย่างเช่น
                    www.google.co.th เป็นเว็บที่ใช้สืบค้นข้อมูลของต่างประเทศ ข้อดีคือ ค้นหาง่าย เร็ว
                    www.yahoo.com เป็นเว็บที่ใช้สืบค้นที่ดีตัวหนึ่งซึ่งค้นหาข้อมูลง่าย และข้อเด่นคือภายในเว็บของ www.yahoo.com เองจะมีฟรีเว็บไซต์ ที่รู้จักกันในนาม http://www.geocities.com ซึ่งมีจำนวนเว็บมากมาย ให้ค้นหาข้อมูลเองโดยเฉพาะ
                    www.sanook.com เป็นเว็บของคนไทย
                    www.siamguru.com  เป็นเว็บของคนไทย
                    โดยพิมพ์ช่องเว็บที่ช่อง Address  ดังตัวอย่างซึ่งใช้  www.google.co.th



   1.2 ที่ช่อง ค้นหา พิมพ์ข้อความต้องการจะค้นหา ในตัวอย่างจะพิมพ์คำว่า แหล่งท่องเที่ยวเมืองโคราช
   1.3 คลิกปุ่ม ค้นหาด้วย Google
             
                    

   1.4 จากนั้นจะปรากฏรายชื่อของเว็บที่มีข้อมูล

                                           

1.5 คลิกเว็บที่จะเรียกดูข้อมูล

                                         

  2.  หลักการใช้คำในการค้นหาข้อมูล               การสืบค้นแบบใช้คีย์เวิร์ด เช่น ถ้าต้องการจะสืบค้นเกี่ยวกับ ประวัติศาสตร์ความเป็นมาของเครื่องคอมพิวเตอร์ การค้นหาจึงต้องการเนื้อหาที่เจาะลึก  การสร้างคำคีย์เวิร์ด  ต้องใช้คำที่เจาะลึกลงไปเพื่อให้ได้ข้อมูลที่เฉพาะคำมากยิ่งขึ้น           2.1  การใช้คำที่คิดว่าจะมีในเว็บที่ต้องการจะค้นหา เช่น ต้องการจะหาข้อมูลเกี่ยวกับ บุคคล ที่ชื่อว่า นาย อุบล ถ้าเราพิมพ์ข้อมูลที่ช่อง Search ว่า อุบล แล้วทำการค้นข้อมูล Search Engine จะทำการค้นหาคำ โดยจะค้นหารวมทั้งคำว่า จังหวัดอุบล     อุบลราชธานี     คนอุบล   วิทยาลัยเกษตรอุบล      เทคโนโลยีอุบล ซึ่งเราจะเจอะ ข้อมูลจำนวนมาก ดังนั้นการใช้คำในการค้นหาข้อมูลจึงต้องใช้คำเฉพาะเพื่อให้ได้ข้อมูล ที่น้อยลง  เช่น อาจจะพิมพ์คำว่า นาย อุบล พิมลวรรณ ซึ่งข้อมูลจะมีจำนวนที่น้อยลง

         ตัวอย่าง  พิมพ์ข้อมูลที่ช่อง Search ว่า อุบล         


 2.2 ใช้เครื่องหมาย คำพูด  (“ _ ”) เพื่อกำหนดให้เป็นกลุ่มคำ เช่น จะค้นหาคำ ชื่อหนังสื่อที่ชื่อว่า โปรแกรม PhotoShop สังเกตว่าคำที่จะค้นหา จะเป็นคำที่ต้องเว้นวรรค  แต่เมื่อมีการสืบค้นด้วย Search Engine ระบบจะค้นหาคำแบ่งเป็นสองคำ คือคำว่า โปรแกรม และคำว่า PhotoShop จึงทำให้ข้อมูลที่ได้ผิดพลาด ดังนั้นการสร้างคำ จึงต้องกำหนดคำด้วยเครื่องหมายคำพูด จึงใช้คำว่า “โปรแกรม PhotoShop” ในการค้นหาแทน

                            

 2.3ใช้เครื่องหมาย ลบ (-) ไว้หน้าคำที่ไม่ต้องการจะให้ปรากฏอยู่ในรายการแสดงผลของการค้นหา เช่น ต้องการหาชื่อโรงเรียน แต่ทราบแล้วว่าโรงเรียนที่จะค้นหาไม่ใช้โรงเรียนอนุบาล จึงต้องยกเลิกคำว่าอนุบาล โดยพิมพ์คำว่า โรงเรียน  -อนุบาล ผลที่ได้จะทำให้มีเฉพาะคำว่า โรงเรียน ทั้งหมดแต่จะค้นหาคำว่า อนุบาล (*การพิมพ์เครื่องหมาย ลบกับคำที่จะยกเลิกต้องติดกัน มิฉะนั้นระบบจะเข้าใจว่าจะค้นหาคำ 3 คำ คือ คำว่า โรงเรียน คำว่า + และคำว่า อนุบาล*)

                                        


    การสืบค้นข้อมูลภาพ
          ในกรณีที่นักเรียนต้องการที่จะค้นหาข้อมูลที่เป็นภาพ เพื่อนำมาประกอบกับรายงาน มีวิธีการค้นหาไฟล์ภาพได้ดังนี้
          1. เปิดเว็บ www.google.co.th
          2. คลิกตัวเลือก รูปภาพ 
         

                                           


3. พิมพ์กลุ่มชื่อภาพที่ต้องการจะค้นหา (ตัวอย่างทดลองหาภาพเกี่ยวกับ ปราสาทหินพิมาย)




 4. คลิกปุ่ม ค้นหา


 5. ภาพทีค้นหาพบ

                                              

    6. การนำภาพมาใช้งาน ให้คลิกเมาส์ด้านขวาที่ภาพ > Save Picture as

          7. กำหนดตำแหน่งที่จะบันทึกที่ช่อง Save in
          8. กำหนดชื่อที่ช่อง File Name
          9. คลิกปุ่ม Save